ขัดคำสั่งแม่เพื่อสานต่อพรสวรรค์

มาเซโอ, ประเทศบราซิล ติดท็อป 10 ในแง่เมืองอันตรายมากสุดของโลก เหตุฆาตกรรมเกิดขึ้นสูงถึง 135 ครั้งต่อประชากร 1 แสนคน เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกอะไรหากคนเป็นแม่ไม่อยากให้ลูกเติบโตขึ้นมาเจออะไรแบบนี้ แต่ด้วยสถานะครอบครัวยากลำบาก สิ่งแวดล้อมรอบกายบังคับให้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เธอจะทำอย่างไรเพื่อให้เด็กน้อยฟีร์มีโน่ ที่เกิดมา ไม่เป็นเหมือนคนทั่วไปในเมืองนี้

มาเรียน่า คุณแม่ของ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกชายไม่ออกไปเจอสังคมเลวร้ายรอบ ๆ บ้าน

ขัดคำสั่งแม่เพื่อสานต่อพรสวรรค์

ทุกตารางนิ้วบนถนนในเมืองมาเซโอ เต็มไปด้วยความอันตราย เธอเกรงว่า ฟีร์มีโน่ จะตกเป็นเหยื่ออาชญากรรม และสิ่งเดียวที่เธอคิดว่าจะเป็นเกราะป้องกันดีที่สุดคือการไม่ให้ ฟีร์มีโน่ ออกจากบ้าน

    “ฉันไม่อยากให้ โรแบร์โต้ ออกไปเล่นข้างนอกเลย บนถนนมันเต็มไปด้วยความอันตรายมาก ๆ” มาเรียน่า ระบุ

โอกาสเดียวที่ ฟีร์มีโน่ จะได้ออกนอกบ้านคือการไปช่วยคุณพ่อที่ทำธุรกิจเล็ก ๆ เก็บขวดบนท้องถนนมาขาย ซึ่งเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่คุณพ่อหามาได้ ก็นำมาเลี้ยงปากท้องคนในครอบครัว

อย่างไรก็ตาม เด็กชายฟีร์มีโน่ หลงใหลฟุตบอลเป็นพิเศษจากการที่ได้ซึบซับบรรยากาศลูกหนังตามสนามบอลที่ตัวเองติดสอยหอยตามคุณพ่อ แต่ปัญหาใหญ่ที่เขาต้องเจอคือกำแพงเหล็กของคุณแม่ที่ทำทุกวิถีทางไม่ให้ลูกชายออกไปไหน

ถึงกระนั้นในความพยายามของคุณแม่ ก็ยังมีความพยายามของคุณลูกเช่นเดียวกัน

เด็กน้อยฟีร์มีโน่ ใช้กุญแจพิเศษเพื่อไขประตูสู่โลกภายนอก โดยการแอบปีนออกจากบ้านในช่วงที่คุณแม่ยังไม่ตื่นนอน โดยใช้บันไดพาดกำแพงปีนข้ามไป

 “ขณะที่ฉันยังหลังอยู่น่ะ เขาตื่นแต่เช้าเพื่อออกไปเตะฟุตบอล โดยทำการย่องเบา ๆ ให้เงียบที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และก็กระโดดข้ามกำแพงมันไปเลย” คุณแม่ บ็อบบี้ เผย

ว่ากันตรง ๆ ฟีร์มีโน่ เจอความยากลำบากตั้งแต่เกิด และพอเขาอายุได้แค่ราว ๆ 8 ขวบ ฟีร์มีโน่ ก็รู้ตัวเองแล้วว่าจะดิ้นรนอย่างไรเพื่อให้พ้นจากความยากจนนี้ไปให้ได้

ซึ่งเหตุผลที่ว่าก็คือ เรื่องฟุตบอล

ครอบครัวของฟีร์มีโน่ เริ่มเปิดใจและเข้าใจแล้วว่าการจับลูกชายให้อยู่แต่กับบ้านมีแต่ตัดทอนโอกาสให้ ฟีร์มีโน่ ประสบความสำเร็จ

ต้องขอบคุณเพื่อนบ้านหลายคนที่เข้ามาบอกคุณพ่อคุณแม่ว่าลูกชายของทั้งคู่มีพรสวรรค์เรื่องการเล่นฟุตบอล

“ปล่อยเขาไปเถอะ เขาเกิดมาพร้อมกับพรสรรค์ ความสำเร็จของเขาคือโอกาสที่จะพาให้เราพ้นจากความจนและความทุกข์ยาก” เพื่อนบ้าน ระบุ

ซึ่งทั้งคุณพ่อ คุณแม่ ก็ปล่อยเขาเป็นอิสระให้ออกไปเตะฟุตบอลตามท้องถนน และทุกครั้งหลังเหน็ดเหนื่อยจากการเล่นฟุตบอล คุณแม่เล่าว่า ฟีร์มีโน่ จะนอนหลับปุ๋ยพร้อมกอดลูกบอลไว้แนบแน่น

ตอนอายุได้ 14 ปี คือช่วงที่ ฟีร์มีโน่ เริ่มได้ออกไปเรียนรู้โลกกว้าง

ฟีร์มีโน่ เรียนรู้เรื่องชีวิตด้วยวิธีที่ยากลำบาก ถึงขั้นต้องยืมเงินคนอื่นเพียงเพื่อจะออกไปซ้อม

“ครอบครัวของ ฟีร์มีโน่ ยากจนมาก ๆ แต่ก็สมถะสุด ๆ ด้วย” ลุยซ์ โค้ชท้องถิ่นเล่าถึงลูกศิษย์คนโปรด

  “เขาพร้อมลงเล่นในสภาพไม่ใส่รองเท้า ตอนที่้เขามาอยู่กับทีมใหม่ ๆ ตอนนั้นคุณพ่อของเขาไม่มีงานทำด้วย คุณพ่อของเขาทำแค่ธุรกิจเล็ก ๆ เพื่อหาเงินเลี้ยงดูครอบครัว ดังนั้นผมเลยช่วยออกค่าเดินทางกับค่าใช้จ่ายให้กับเขา, ช่วยเรื่องชุดแข่งของเขา และพาเขาไปชมการแข่งขัน”

    “ตอนนั้นเขาตัวผอม ๆ และสูงเก้งก้าง เป็นคนเงียบ ๆ แต่ก็เอาตัวรอดได้ด้วยวิธีที่ดี ผมเคยเห็นเยาวชนหลายคนที่หันไปค้ายาและปล้นรถ แต่ผมรู้ดีว่าเขาไม่ได้ทำอะไรแบบนั้นเลย” 

ขัดคำสั่งแม่เพื่อสานต่อพรสวรรค์

ฟีร์มีโน่ วัย 16 ปีเซ็นสัญญากับ ทอมเบนเซ่ ที่อยู่ห่างจากบ้านเกิดถึง 1,600 ไมล์ แล้วจากนั้นก็ไปอยู่ ฟิกูเรนเซ่ ทีมระดับดิวิชั่น 2 ที่ตั้งอยู่ทางใต้ออกไปประมาณ 1,000 ไมล์

การอยู่ห่างไกลบ้านขนาดนี้ ไม่แปลกที่เขาจะคิดถึงบ้าน และแน่นอนว่าเมื่อลูกชายไม่สบายใจมันก็ทำให้คนในครอบครัวต่างพาเป็นกังวัลกันสุด ๆ

ทว่าปัญหาที่เกิดขึ้นคือ การที่พวกเขาไม่มีกำลังมากพอที่จะเดินทางไปเยี่ยม ฟีร์มีโน่ ได้

     “มีหลายครั้งที่เขาโทรศัพท์หาฉันเพื่อบอกว่าเขาอยากกลับบ้านมาก เขาบอกว่า -แม่ครับ มารับผมที ผมทนไม่ไหวแล้ว- ทุกคนในครอบครัวร้องไห้กันอย่างหนัก เขาเองก็ร้องไห้เหมือนกัน แต่ปัญหาคือเราไม่มีเงินมากพอที่จะเอาเขากลับบ้านได้”

ขัดคำสั่งแม่เพื่อสานต่อพรสวรรค์

“ฟีร์มีโน่ ทำได้เพียงต้องรอนานหลายเดือนกว่าจะเก็บเงินได้มากเพื่อกลับมาที่บ้าน เขาใช้เงินกับเรื่องที่พักและค่าอาหารไปน้อยมาก” คุณแม่เปิดใจ

ขณะเดียวกัน ฟีร์มีโน่ ก็รู้ดีว่าคนที่เป็นห่วงเขามากที่สุดคือ มาเรีย ผู้เป็นแม่

   “มันยากจริง ๆ นะที่ต้องอยู่ห่างจากครอบครัว และผมก็รู้ดีเลยว่าคุณแม่ของผมร้องไห้ทุกวันตอนที่ผมจากมา”

ตลอด 2 ปีที่ ฟิกูเรนเซ่ ฟีร์มีโน่ คือหัวใจสำคัญของทีม ซึ่งวาสนาก็พาให้เขาไปเข้าตาแมวมองคนเยอรมัน และถูกดึงไปเล่นฟุตบอลอาชีพที่ บุนเดสลีกา ในอีก 3 ปีต่อมา

การเดินทางครั้งนี้ของ ฟีร์มีโน่ วัย 20 ปีเขาให้คำมั่นไว้ว่าครอบครัวของเขาจะต้องสุขสบาย ไม่ต้องกลับไปทำงานหลังขดหลังแข็งอีกต่อไป

   “ครอบครัวของผมจะต้องไม่กลับไปทำงานอีก”

ฟีร์มีโน่ พูดเสมอว่าการติดทีมชาติบราซิล คือความฝันตั้งแต่วัยเด็ก และเขาก็ถูก ดุงก้า เฮดโค้ชในเรียกติดทัพเซเลเซา ในเกมอุ่นเครื่องเมื่อปี 2014

ขัดคำสั่งแม่เพื่อสานต่อพรสวรรค์

ความภูมิใจครั้งนี้ ไม่มีใครเกินไปกว่าคุณแม่ของ ฟีร์มีโน่..

เธอบอกว่า ในวันอาทิตย์เธอจะตื่นมาตั้งแต่ตอนเช้าตรู่ เพื่อไปโบสถ์ในสภาพสวมเสื้อที่ ฟีร์มีโน่ ใส่ในตอนที่ลูกชายตัวเองประเดิมสนามกับทีมชาติ

  “ตอนฉันไปโบสถ์ ทุกคนจ้องมาที่ฉันกันหมดจากการที่ฉันใส่เสื้อตัวนั้นไปโบสถ์”

    “ฉันสวดภาวนาให้เขาในช่วงก่อนที่เขาจะลงเล่นเกมทีมชาติทุกนัด พอจบพิธีกรรมที่โบสถ์ ฉันก็จะรีบกลับมาที่บ้านเพื่อดูเขาทางทีวี”

    “ตอนที่ลูกชายลงมาเล่นในช่วงครึ่งหลังแล้วทำประตูได้ ฉันดีใจจนแทบจะหัวใจวายตายเลยในตอนที่ได้เห็นประตูกับท่าดีใจของเขา หลังจบเกมกับ ฝรั่งเศส (เดือนมีนาคม ปี2015) ฉันได้คุยกับเขาทางโทรศัพท์ เขาถามฉันว่า -เป็นอะไรครับ แม่ ?- ซึ่งฉันก็ตอบไปว่า -ลูกทำให้แม่ดีใจมากเลย-“

รอยสักบนแขนขวาของ ฟีร์มีโน่ มีชื่อคุณแม่กับคุณพ่ออยู่ตรงนั้น เช่นเดียวกับบนหน้าอกที่มีข้อความภาษาเยอรมันที่แปลว่า -ครอบครัวไม่เคยที่จะหมดรัก-

 “คุณพ่อคุณแม่ ท่านยอมเสียสละหลายอย่างเพื่อผมในตอนที่ผมโตมาเป็นผู้ใหญ่”

ขัดคำสั่งแม่เพื่อสานต่อพรสวรรค์

    “เราอาศัยอยู่ในย่านยากจน แถวนั้นมีพวกแก๊งอันธพาลเต็มไปหมด และแม้ว่าคุณแม่ของผมท่านจะทำให้มั่นใจว่าผมจะได้รับการศึกษาที่ดีที่โรงเรียน แต่พวกเขาก็ยังอนุญาตให้ผมได้เล่นฟุตบอลตามความฝันของผมเช่นกัน” ฟีร์มีโน่ เปิดใจตอนช่วงปีแรกที่ย้ายมาอยู่ ลิเวอร์พูล

และหนึ่งในวันที่สำคัญสุดในชีวิต ก็คือวันแต่งงาน

ขัดคำสั่งแม่เพื่อสานต่อพรสวรรค์

ฟีร์มีโน่ เดินเข้าพิธีโดยมีคุณแม่เป็นคนส่งเขาไปยังแท่นบูชาในโบสถ์ศาสนาคริสต์ ซึ่งเป็นอันส่งต่อชีวิตของลูกชายให้ไปสร้างครอบครัวใหม่เต็มตัวกับ ลาลิสซ่า เปเรยร่า ภรรยาคู่ชีวิตที่ตอนนี้มีลูกสาวสองคนเป็นสักขีพยานรัก

ขัดคำสั่งแม่เพื่อสานต่อพรสวรรค์

ทุกวันนี้ “โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่” ลูกชายของ มาเรียน่า โด่งดังสุด ๆ บนเวทีลูกหนังโลก ประสบความสำเร็จมากมายกับ ลิเวอร์พูล รวมถึงแชมป์ระดับทวีปในนามทีมชาติบราซิล

ซึ่งหากย้อนไปเมื่อ 20 ปีก่อน ครอบครัวนี้คงไม่เชื่อหรอกว่า โรแบร์โต้ จะมาได้ไกลถึงเพียงนี้..

ความหวังดีของพ่อ, แม่ บางอย่าง ก็เป็นเรื่องยากที่ลูก ๆ จะเข้าใจ

บางคนพ่อ, แม่ไม่อยากให้ออกไปเที่ยวไหน

บางคนถูกบังคับให้อยู่ในกรอบหรือให้ทำอะไรที่ตัวเองไม่อยากทำ

ถามว่ากำแพงเหล่านั้นที่ถูกสร้างขึ้นเกิดจากอะไร? ถ้าไม่ใช่จากความหวังดี หรือไม่อยากให้ลูกตัวเองเจออะไรที่แย่ ๆ

แต่หากใครอยากจะข้ามกำแพงนั้น มันก็ไม่ได้หมายความว่าคุณไม่ได้รักหรือไปอกกตัญญูต่อท่าน

คนทุกคนมีความปรารถนาสิ่งที่อยากทำ ขอเพียงไม่ไปทำเรื่องผิดกฎหมายหรือทำอะไรให้ใครเดือดร้อน อาจจะขุ่นเคืองกับท่านเล็กน้อย ก็ต้องอาศัยการพูดคุยปรับความเข้าใจกัน

และสุดท้าย ถึงคุณจะไปทำอะไรในแบบฉบับของตัวเอง คนที่จะคอยหนุนหลังและให้กำลังใจอยู่เสมอก็คือท่านทั้งสองนั่นแหละ…