ร้องไห้ในห้องน้ำ, นั่งสมาธิ ! มองปรัชญาชีวิต วิอัลลี่ ผ่านโรคมะเร็ง

ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ เป็นประโยคที่ จานลูก้า วิอัลลี่ ตำนานกองหน้าทีมชาติอิตาลี รู้ซึ้งเป็นอย่างดีหลังจากที่เขาต้องเคยประสบการณ์กับเหตุการณ์ชีวิตแขวนเอาไว้บนเส้นด้ายเมื่อป่วยเป็นโรคมะเร็งตับอ่อน และต้องพยายามอย่างหนักกว่าจะเอาชนะโรคร้ายมาได้ แต่สิ่งที่เขาได้รับจากเหตุการณ์ครั้งนี้ เป็นปรัชญาชีวิตที่แสนล้ำค่า

อดีตหัวหอกชื่อดังปัจจุบัน อายุ 55 ปี ซึ่งเคยค้าแข้งกับเครโมเนเซ, ซามพ์โดเรีย, ยูเวนตุส และ เชลซี ต้องเจอวิบากกรรมเรื่องสุขภาพอย่างหนักเมื่อป่วยเป็นมะเร็งตับอ่อน และถึงจะเคยเอาชนะมาได้แล้วครั้งหนึ่งในปี 2018 แต่โรคร้ายดันกลับมาเป็นซ้ำอีกครั้งทำให้ต้องต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดตลอดปี 2019

สำหรับตอนนี้ วิอัลลี่ ได้หายขาดจากเนื้อร้ายแล้ว อย่างไรก็ตามประสบการณ์ที่แสนทรมานถึง 2 ครั้งในช่วง 2 ปีแห่งการรักษาตัวทั้งการทำเคมีบำบัด และการฉายรังสี ทำให้เขาต้องสูบผอม และน้ำหนักตัวลดลงไปเกือบ 30 กิโลกรัม

ร้องไห้ในห้องน้ำ, นั่งสมาธิ ! มองปรัชญาชีวิต วิอัลลี่ ผ่านโรคมะเร็ง

ด้วยเหตุนี้ทำให้ วิอัลลี่ ยังมีสภาพจิตใจเปราะบางเนื่องจากหวาดหวั่นว่าจะต้องกลับมาป่วยหนักอีกครั้ง “คุณไม่มีทางรู้จนกระทั่งมันผ่านไป 2-3 ปีโดยที่ไม่มีปัญหาอะไร ร่างกายของผมรู้สึกดี ผมคิดว่ากล้ามเนื้อของผมค่อยๆ ฟื้นฟู ผมมักจะออกกำลังกายร่วมกับภรรยาทุกวัน”

            “แต่ผมก็ยังรู้สึกหวาดกลัว และหมกมุ่นกับเรื่องนี้ มันคงต้องใช้เวลาอีกนานถึงจะทิ้งความรู้สึกเหล่านั้นไปได้ เมื่อไหร่ที่คุณตื่นขึ้นมา หรือเข้านอนโดยที่มีอาการปวดท้องหรือปวดหัวนิดหน่อย หรือตัวร้อน คุณจะเริ่มคิดว่า -พระเจ้า มันกลับมาอีกแล้ว- ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่เปราะบางมากๆ”

ร้องไห้ในห้องน้ำ, นั่งสมาธิ ! มองปรัชญาชีวิต วิอัลลี่ ผ่านโรคมะเร็ง

วิอัลลี่ ซัดไป 40 ประตูจากการเล่นให้ เชลซี 88 แมตช์ หลังย้ายจาก ยูเวนตุน มาร่วมทัพ “สิงโตน้ำเงินคราม” เมื่อปี 1996 และได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้เล่น-ผู้จัดการทีมแห่งถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ พร้อมกับนำสโมสรคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ, ลีก คัพ และ ยูฟ่า คัพ วินเนอร์ส คัพ

ในปี 2017 เขามีอาการเจ็บแปลบราวกับโดนสุนัขตัวเล็กๆ กัดที่ก้น จากนั้นเมื่อไปให้แพทย์ทำการตรวจวินิจฉัยบริเวณเส้นประสาทไซอาติก แต่สิ่งที่เจอดันเป็นอาการไส้เลื่อน และจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาทันที

ร้องไห้ในห้องน้ำ, นั่งสมาธิ ! มองปรัชญาชีวิต วิอัลลี่ ผ่านโรคมะเร็ง

             แม้ว่าจะเข้ารับการผ่าตัดในเมืองมิลาน แต่ วิอัลลี่ ยังคงมีอาการน้ำหนักลดอย่างต่อเนื่อง และรู้สึกว่าสภาพร่างกายไม่มีเรี่ยวแรง โดยเดินได้แค่ไม่กี่ก้าวก็เหนื่อยล้า ด้วยเหตุนี้ทำให้เขาต้องเข้ารับการตรวจสแกน “เอ็มอาร์ไอ” จนพบว่าเป็นเนื้อร้ายที่ตับอ่อน “นั่นคือหนึ่งในเรื่องที่เลวร้ายที่สุดที่คุณได้เจอ” วิอัลลี่ กล่าว

            เมื่อทำการผ่าตัดใหญ่เพื่อเอาเนื้อร้ายออกไป วิอัลลี่ ต้องใช้เวลา 8 เดือนในการรักษาตัวรวมทั้งเข้ารับการฉายรังสีเป็นเวลา 6 สัปดาห์ “มันเหมือนกับโดนระเบิด และเมื่อทำไปบ่อยๆ ก็ไม่รู้สึกอะไรแล้ว ผมมีอาการชา และแทบไม่รู้สึกอะไรเลย” 

ร้องไห้ในห้องน้ำ, นั่งสมาธิ ! มองปรัชญาชีวิต วิอัลลี่ ผ่านโรคมะเร็ง

เหตุการณ์ที่แสนเลวร้ายยังไม่จบเพราะ วิอัลลี่ ต้องเข้ารับการรักษาครั้งที่สองในอีก 9 เดือนถัดมาเมื่อเนื้อร้ายกลับมาอีกครั้งในเดือนมีนาคม 2019 ก่อนที่สุดท้ายเจ้าตัวจะสามารถกำจัดมันออกไปได้จนหมดสิ้น

            “ไม่มีใครอยากเป็นอะไรแบบนี้ แต่เมื่อเป็นแล้ว คุณต้องมองมันแล้วพิจารณาว่านี่เป็นโอกาสที่จะได้รู้จักตัวเองให้มากขึ้น วิถีชีวิตที่คุณเคยเป็น แนวทางที่คุณเคยทำ และคุณอยากที่จะมีอนาคตยังไง มันเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คุณต้องยอมรับความจริง และผมรู้ตัวเองว่าต้องสู้ และพยายามทำให้มันดีขึ้น” 

ร้องไห้ในห้องน้ำ, นั่งสมาธิ ! มองปรัชญาชีวิต วิอัลลี่ ผ่านโรคมะเร็ง

วิอัลลี่ ซึ่งแต่งงานกับ แคธรีน ภรรยาชาวอังกฤษ และมีลูกสาว 2 คน เผยว่าตอนที่ทำคีโมทั้งเส้นผม, หนวดเครา และคิ้วร่วงหมด  แต่ครอบครัวช่วยให้เขาผ่านช่วงเวลา 2 ปีที่แสนเลวร้าย และนำเสียงหัวเราะแห่งความสุขกลับเข้ามาในชีวิตของเขาอีกครั้ง

            “ลูกสาวของผมช่วยเขียนคิ้วให้กับผม และผมยังได้ภรรยาที่คอยแนะนำเรื่องการแต่งหน้าให้ดูดี เราหัวเราะกัน คุณต้องหัวเราะ คุณต้องพบกับอีกด้านที่มีความสุขเท่าที่คุณจะทำได้ ไม่มีใครอยากเป็นแบบี้ แต่เมื่อเป็นแล้วก็ใช้เวลาพินิจพิเคราะห์เพื่อที่จะได้รู้จักกับตัวเองมากยิ่งขึ้น”

แม้จะพยายามทำจิตใจให้เข้มแข็งมากแค่ไหน แต่ก็มีบางช่วงเวลาที่รู้สึกท้อแท้ โดย วิอัลลี่ เผยว่าตนเคยต้องแอบเข้าไปร้องไห้ในห้องนำเพื่อไม่ให้ครอบครัวเห็นเนื่องจากไม่ต้องการให้พวกเขารู้สึกเป็นกังวล หรือเป็นภาระที่จะต้องมาดูแลตน ยิ่งไปกว่านั้น วิอัลลี่ ยังรู้สึกเจ็บปวดมากๆ และกลัวที่พ่อแม่ของเขาจะต้องทำในสิ่งที่พ่อแม่ทุกคนไม่อยากทำเลย นั่นก็คือการฝังศพลูกชายตัวเอง

ร้องไห้ในห้องน้ำ, นั่งสมาธิ ! มองปรัชญาชีวิต วิอัลลี่ ผ่านโรคมะเร็ง

           ที่สำคัญการได้ผ่านช่วงเวลาที่เจ็บปวด และทรมาน ทำให้ อดีตหัวหอกเลือดมะกะโรนี มองเห็นหลักธรรมะ ที่ช่วยขัดเกลาจิตใจของเขาให้พัฒนาขึ้น  “ผมหันมานั่งสมาธิ ผมไม่เคยทำแบบนี้มาก่อนลย ผมเริ่มนึกถึงตอนที่ผมเป็นนักฟุตบอลหรือสิ่งที่สำคัญที่สุดตอนที่ผมเป็นผู้จัดการทีม มันอาจจะช่วยคลายความวิตกกังวลของผม”

           “แน่นอนว่าเราทุกคนเป็นมนุษย์ ผมอาจจะผิดหวังกับเรื่องไม่เป็นสาระ แต่ผมสนใจเรื่องพวกนี้เยอะมาก มันเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญ การมีสติเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ในตอนแรกมันค่อนข้างยากลำบาก แต่ตอนนี้ผมชื่นชอบมากๆ” 

ร้องไห้ในห้องน้ำ, นั่งสมาธิ ! มองปรัชญาชีวิต วิอัลลี่ ผ่านโรคมะเร็ง

           “ผมได้ยินหลายๆ คนพูดกันว่า -สู้กับมะเร็ง- มันไม่ใช่การต่อสู้สำหรับผม ผมพยายามบอกกับทุกๆ คนว่าผมไม่ได้มองมะเร็งเหมือนกับการต่อสู้ เพราะการมีศัตรูมันต้องใช้กำลังเยอะมากที่จะเอาชนะ มันเป็นเหมือนการเดินทาง ผมมองเห็นการเดินทางร่วมกับเพื่อนที่เราไม่ต้องการ และผมอยากที่จะมีชีวิตอยู่ให้นานๆ”

          “ผมรู้ว่าผมห่างไกลจากคำว่าเพอร์เฟกต์ และมีสิ่งที่ต้องทำมากมาย ผมหวังว่าหากปราศจากความเย่อหยิ่ง และความอวดดี ทุกๆ คนก็สามารถพบกับแรงบันดาลใจในเรื่องราวของผม และของคนอื่นๆ ที่ผมเขียนออกมา”

ร้องไห้ในห้องน้ำ, นั่งสมาธิ ! มองปรัชญาชีวิต วิอัลลี่ ผ่านโรคมะเร็ง

          “ผู้คนอาจจะคิดในแนวทางเดียวกับผมหรือไม่ก็ตาม แต่ผมรู้สึกแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น มันเป็นการเดินทาง และสุดท้ายคุณจะได้พบว่าตัวคุณเป็นคนที่ดีขึ้นมากแค่ไหน ผมเชื่อว่าเราต้องได้รับการดูแลจากแพทย์ แต่ในกรณีของผมพวกเขาทำทุกอย่างได้วิเศษมากๆ และผมเชื่อว่าการมองทุกอย่างเป็นภาพรวมมันสำคัญมากๆ”

          “ถ้าคุณคิดบวก หลายๆ สิ่งมันจะถูกต้อง จิตใจของคุณจะสงบ คุณจะได้รับประโยชน์เพิ่มเป็นทวีคูณในการบำบัด ในกรณีของผมซึ่งเป็นนักกีฬา ผมได้เปรียบนิดหน่อยเพราะผมเคยรับมือกับอาการบาดเจ็บมาตลอดอาชีพของผม ผมมีการตั้งเป้าหมายของตัวเอง พร้อมสู้และคิดบวกเสมอ”

ร้องไห้ในห้องน้ำ, นั่งสมาธิ ! มองปรัชญาชีวิต วิอัลลี่ ผ่านโรคมะเร็ง

          “เป้าหมายของผมก็คือต้องผ่านเรื่องนี้ไปให้ได้ ผมรู้ว่าทุกอย่างมันผ่านมาและผ่านไปไม่มีอะไรยั่งยืน ผมใช้จิตใจที่จะเอาชนะสภาพร่างกาย แต่ผมรู้ว่าการเดินทางครั้งนี้มันยังไม่จบ” วิอัลลี่ กล่าวทิ้งท้าย

แม้โรคร้ายที่เกือบจะทำให้ วิอัลลี่ ต้องจากโลกนี้ไป แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาได้เรียนรู้ก็คือการมองช่วงเวลาที่เลวร้ายในเชิงบวก และไตร่ตรองเรื่องราวที่ผ่านมา ทั้งหมดนี้มันช่วยขัดเกลาจิตใจให้คุณสามารถก้าวข้ามวิกฤติในชีวิตไปได้