“ไทสัน ฟิวรี่” ทำอย่างไรให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น.. แต่ความไวเท่าเดิม?

มวยสากลรุ่นเฮฟวี่เวต คือมวยรุ่นที่ใหญ่ที่สุดและไม่จำกัดน้ำหนักตัว ขอแค่คุณหนักมากกว่า 200 ปอนด์ หรือ 91 กิโลกรัมขึ้นไป ประตูสู่รุ่นยักษ์ก็พร้อมจะต้อนรับทุกคน

ดังนั้นจุดขายของมวยรุ่นนี้จะแตกต่างออกไปจากมวยรุ่นอื่นๆ ด้วยความที่นักมวยนั้นมีน้ำหนักตัวเยอะ จึงยากที่จะโดดเด่นในเรื่องของความเร็ว แต่สิ่งที่ได้กลับมา คือมีความหนักเข้ามาทดแทน และนั่นคือสิ่งที่นักชกรุ่นนี้กว่า 90% เป็น … “ไม่เร็ว แต่โดนเป็นร่วง”

อย่างไรก็ตามหากใครได้ติดตามไฟท์ระหว่าง ไทสัน ฟิวรี่ กับ ดีออนเต้ ไวลเดอร์ ที่ฝ่ายแรกเป็นผู้ชนะน็อคและคว้าแชมป์โลกรุ่นเฮฟวี่เวตมาครองได้สำเร็จ ในไฟต์นั้นจะพบว่า ไทสัน ฟิวรี่ ได้ทำในสิ่งที่แตกต่างออกไป นั่นคือเขาเพิ่มน้ำหนักจากไฟต์ก่อนๆ แต่สิ่งที่ทำให้เขาได้รับชัยชนะไม่ใช่แค่ความหนักหน่วง แต่คือความเร็วที่ควบคู่ไปด้วย

แฟนๆ หมัดมวยที่ติดตาม ฟิวรี่ ถึงกับบอกว่าตอนนี้เขาไวยิ่งกว่าที่เคยเป็นเสียอีก … ตัวใหญ่ขึ้น แต่ก็เร็วขึ้นตาม ดูเป็นอะไรที่ย้อนแย้งมาก และเจ้าของฉายา “ยิปซี คิง” คนนี้ทำมันได้อย่างไร?

ติดตามได้ที่นี่

ไฟต์ที่ทั้งโลกเห็น

อย่างที่ได้กล่าวไปในข้างต้นคือสิ่งที่ทำให้ทั้งโลกสงสัย ในความเร็วที่ไม่สัมพันธ์กับน้ำหนักของ ไทสัน ฟิวรี่ คือไฟต์ชิงแชมป์โลกของ WBC กับ ไวลเดอร์ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา และสิ่งที่ทำให้ผู้คนสงสัยก็เพราะว่ามันมีการเปรียบเทียบกันให้เห็นภาพชัดๆ เพราะคู่นี้เคยเจอกันมาแล้วเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2018

1

ณ เวลานั้น ไทสัน ฟิวรี่ หนัก 256 ปอนด์ครึ่ง หรือราว 116 กิโลกรัม ซึ่งเป็นน้ำหนักชั่งก่อนขึ้นชก 1 คืน และถือว่าใหญ่กว่า ไวลเดอร์ ที่หนักแค่ 212 ปอนด์ครึ่ง หรือราว 96 กิโลกรัม อยู่มากโข แถมสิ่งที่เกิดขึ้นในไฟต์แรกที่พบกันนั้นก็เป็นไปอย่างที่ทุกคนรู้ดี ฟิวรี่ หนักแต่งุ่มง่าม ส่วน ไวล์เดอร์ รวดเร็วและคล่องกว่าเยอะ

ถ้า ไทสัน ฟิวรี่ ไม่มีลูกบ้าที่รอดพ้นจากการโดนนับ 10 ถึง 2 ครั้งในยกที่ 9 กับ 12 ก็คงเสร็จอีกฝ่ายไปแล้ว ซึ่งลูกบ้าที่เป็นจุดขายของ ฟิวรี่ ทำให้เขาลุกขึ้นมาและสู้ต่อได้ แถมยังตั้งหลักชกกลับมายืนคุมจังหวะได้ดี จนสามารถยืนได้ครบ 12 ยก แถมยันเสมอกับ ไวลเดอร์ ได้อีกต่างหาก

แต่สิ่งที่ทุกคนเห็นในวันนั้นคือ หากจะให้สู้ด้วยความเร็ว ฟิวรี่ ไม่มีทางที่จะสู้ ไวลเดอร์ ยอดนักชกชาวอเมริกันได้แน่ เว้นเสียแต่ว่าเขาจะไปลดน้ำหนักให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้ไวขึ้นเท่านั้น … และต่อให้ลดจริงก็ใช่ว่าจะเร็วสูสีเท่ากับ ไวลเดอร์ ได้ง่ายๆ เพราะหลังจากจบไฟต์ดังกล่าว ไวลเดอร์ เองก็บอกว่าเขาคาใจสุดๆ กับผลการตัดสินครั้งนี้ ที่คะแนนออกมาเสียงแตก กรรมการ 3 คนให้คะแนนครบ 3 หน้า อย่างไรก็ตามเขาทิ้งท้ายว่า ไฟต์ดังกล่าวเขาต่อยได้ต่ำกว่ามาตรฐานที่เคยทำได้

นั่นหมายความว่าหาก ไวลเดอร์ ไปถึงขีดสุดตามที่เขาคุยไว้ได้จริง เขาก็น่าจะปิดประตูแพ้ ฟิวรี่ แบบสบายๆ … ซึ่งในอีกเกือบ 2 ปีหลังจากนั้น เวลาซึ่ง ไวลเดอร์ บอกว่าเขาฟิตที่สุดก็มาถึง … และเราจะได้รู้กันว่า ฟิวรี่ จะเอาชนะ ไวลเดอร์ ที่ถือเข็มขัดแชมป์โลกอยู่ได้อย่างไร?

ก่อนชิงแชมป์โลก 

สิ่งที่หลายคนมองข้ามไปจากไฟต์นั้นมีอีกมาก พวกเขาบอกว่า ฟิวรี่ ควรจะเป็นฝ่ายแพ้ แถมยังเป็นมวยที่มีแค่ลูกบ้าเท่านั้น เมื่อเทียบกับยอดมวยคนบ้านเดียวกัน แถมยังครองเข็มขัดแชมป์โลก 3 สถาบันหลัก WBA, IBF, WBO อย่าง แอนโธนี่ โจชัว … ฟิวรี่ ก็ยังถือว่าเป็นรองอยู่หลายก้าว

2

แต่ความจริงคือก่อนที่ ฟิวรี่ จะขึ้นชกกับ ไวลเดอร์ ในปี 2019  ณ เวลานั้น ฟิวรี่ เพิ่งกลับมาชกอาชีพได้เพียงแค่ 3 ไฟต์เท่านั้น ซึ่งช่วงเวลาที่เขาหายไป คือช่วงเวลาที่เขา “ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า” เครียดถึงขั้นจะฆ่าตัวตาย จนทำให้เขาปล่อยเนื้อปล่อยตัวไปเป็นปีๆ

ในปี 2018 มีการเปิดเผยรูปถ่ายของฟิวรี่ ที่เคยมีน้ำหนักมากถึง 378 ปอนด์ หรือถ้าจะนึกภาพให้ง่ายๆ หน่อยก็คือ เขามีน้ำหนักตัวประมาณ 177 กิโลกรัมเลยทีเดียว

การลดน้ำหนักเกิดขึ้นภายในระยะเวลาสั้นๆ โดยการควบคุมของเทรนเนอร์ที่ชื่อว่า เบน เดวิสัน ที่เอาทั้งนักโภชนาการและนักกายภาพบำบัดมาควบคุมน้ำหนักของ ฟิวรี่ จนสุดท้ายเขาสามารถลดน้ำหนักได้ราว100 ปอนด์ (ราวๆ 60 กิโลกรัม) ภายใน 1 ปีเท่านั้น

การลดน้ำหนักลงอย่างฮวบฮาบ แถมยังไม่เจนเวทีเพราะโรคซึมเศร้าที่เกาะกินจนทำให้เขาไม่ได้ขึ้นเวทีนาน เป็นสิ่งหลายคนมองข้ามไป ทุกคนคิดว่าการที่เขากลับมาได้และฟิตร่างกายได้ขนาดนี้ก็สุดยอดแล้ว แต่หารู้ไม่ว่า ฟิวรี่ มีไพ่ตายซ่อนอยู่อีก

3

“สำหรับ ไทสัน ฟิวรี่ ที่จะไปยังจุดที่อยู่ในระดับแชมป์โลก การเปลี่ยนแปลงทางด้านกายภาพยังคงไม่เพียงพอ แต่เขายังต้องเสริมเรื่องสภาพจิตใจไปด้วย สิ่งที่คุณเห็นจากร่างกายของเขาเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่แสดงออกถึงความเปลี่ยนแปลงเท่านั้น” เดวิสัน เทรนเนอร์ของ ฟิวรี่ กล่าว

สิ่งที่ เดวิสัน พยายามบอกคือ ฟิวรี่ ยังไม่ทันได้ทำความรู้จักกับสภาพร่างกายและสภาพจิตใจตัวเองได้ดีนัก เพราะมีช่วงเวลาให้เขาปรับตัวน้อย ดังนั้นสิ่งที่จะได้เห็นต่อจากการโดน ไวลเดอร์ สอยจนเสียไป 2 นับต่างหากที่คือของจริง

ยักษ์สายสปีด 

น้ำหนักที่ลดลงของ ไทสัน ฟิวรี่ คือสิ่งที่ทุกคนอย่างจะเห็น เพราะหากเขาเร็วขึ้นก็จะเป็นนักชกที่สมบูรณ์แบบมาก จากหน่วยก้านที่ได้เปรียบ แถมแขนของเขาก็มีความยาวกว่านักมวยคนอื่นๆ ในรุ่น ดังนั้นเรื่องวงนอกก็ไม่ต้องบอกใคร เพราะมันคือทีเด็ดของ ฟิวรี่ อยู่แล้ว แต่หากเขาน้ำหนักลดลงกว่านี้ เขาจะปล่อยหมัดแย็บได้เร็วขึ้นอีก ซึ่งนั่นน่าจะทำให้เขาอันตรายขึ้นอีกเป็นกอง

4

แต่มันผิดคาด ไทสัน ฟิวรี่ ไม่ได้พยายามลดน้ำหนักลงเลยจากไฟต์กับ ไวลเดอร์ ในปี 2018 น้ำหนักของเขาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่สังเกตุได้คือ ฟิวรี่ ไม่ใช่นักชกที่มีมัดกล้ามสวยงามหากเทียบกับนักมวยฟิตๆ คนอื่นๆ ดังนั้นทำไมล่ะเขาถึงไม่ยอมลดน้ำหนัก?

เรื่องของเรื่องส่วนหนึ่งคือการปลด เดวิสัน โค้ชคู่ใจออกไปด้วย และจ้างเทรนเนอร์ที่ชื่อว่า ชูการ์ฮิลล์ สจ็วร์ต เข้ามาทำหน้าที่แทน … ฟิวรี่ ไม่ได้ลงรายละเอียดอะไรมากมายนัก เพียงแต่บอกว่าแท็คติกของ เดวิสัน ไม่ตอบโจทย์กับสิ่งที่เขาอยากได้ในเวลานี้

“ผมกำลังมองหาชัยชนะแบบน็อคเอาต์ ผมไม่ได้หวังจะขึ้นชกและเจอการตัดสินแย่ๆ อีกครั้ง (หมายถึงการต่อยจนครบยกแต่ผลออกมาเสมอกัน) ผมรู้ว่าการต่อยที่อเมริกาอาจจะทำให้การตัดสินไม่เอื้อสำหรับผมเท่าไหร่” ฟิวรี่ กล่าวเนื่องจากเขาต้องชกไฟต์รีแมตช์กับ ไวลเดอร์ ที่ เอ็มจีเอ็ม แกรนด์ อารีน่า นครลาสเวกัส ประเทศสหรัฐอเมริกา (ซึ่งไฟต์แรกก็ชกที่อเมริกาเช่นกัน แต่เป็นที่ สเตเปิ้ลส์ เซนเตอร์ มหานครลอสแอนเจลิส)

“ผมเลยต้องจ้าง ชูการ์ฮิลล์ ขึ้นมา ถ้าผมไม่ต้องการชนะแบบน็อคเอาต์ ผมก็คงเก็บ เบน เดวิสัน ไว้ข้างกายเหมือนเดิมแล้วล่ะ” 

5

แม้ ฟิวรี่ จะไม่ได้บอกว่าทำไมแท็คติกของ เดวิสัน จะไม่สามารถทำให้เขาชนะน็อคอย่างที่อยากจะได้ และไม่ได้บอกว่าทำไม ชูการ์ฮิลล์ จะทำให้เขาน็อคเอาต์ ไวลเดอร์ ได้ … แต่สิ่งที่ตอบได้มากกว่าคำพูดก็คือน้ำหนักตัวของเขานั่นเอง

2 ปีก่อนกับ ไวลเดอร์ นั้น ฟิวรี่ เกือบจะแพ้ และเขาขึ้นชกด้วยน้ำหนัก 256 ปอนด์ครึ่ง แต่สำหรับไฟต์ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2020 ที่ผ่านมา ชูการ์ฮิลล์ ให้ ฟิวรี่ ทำน้ำหนักขึ้นมาเกือบ 20 ปอนด์ หรือราว 7-8 กิโลกรัม รวมเป็นน้ำหนัก 273 ปอนด์ หรือเกือบ 124 กิโลกรัม ก่อนขึ้นชก

สิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้น้ำหนักตัวที่มากขึ้น จากการแพ้เรื่องความเร็วในไฟต์แรกคืออะไรกันแน่?

เร็วในแบบของคนตัวโต 

เคล็ดลับของ ฟิวรี่ นอกจากจะมีเทรนเนอร์ที่ตรงกับความต้องการและความสามารถของตัวเองแล้ว เขาต้องเลือกคู่ซ้อมที่สามารถทำให้เขาขัดเกลาความสามารถที่มีให้ดีขึ้นกว่าเดิม และคู่ซ้อมของ ฟิวรี่ คือ จาเร็ด แอนเดอร์สัน นักมวยชาวอเมริกันวัย 20 ปี เจ้าของฉายา “บิ๊ก เบบี้” ที่เคยชกอาชีพแค่ 3 ครั้ง แต่ก็ชนะทั้งหมดด้วยการชนะน็อคเอาต์อีกด้วย

6

สิ่งที่ ฟิวรี่ เห็นในตัวของ จาเร็ด แอนแดอร์สัน คือความที่ยังหนุ่มยังแน่น และส่วนสูงรูปร่างไม่ต่างกับ ไวลเดอร์ แถมด้วยความที่ยังเป็นมวยเด็ก สิ่งหนึ่งที่การันตีได้เลยคือ แอนเดอร์สัน นั้นเร็วแน่นอน

“ถ้า ฟิวรี่ จะคว่ำผมได้ คือเขาต้องมีสปีดและเทคนิคในคราวเดียวกัน นั่นคือจุดสำคัญที่สุด (ของการฝึกซ้อมของทั้งคู่) ผมตัวเล็กกว่าเขา ผมมีความเร็วมากกว่าเขา และเขารู้ดีกว่าถ้าเขาอยากจะชก ไวลเดอร์ ได้ได้ เขาต้องชกผมให้ได้ก่อน” บิ๊ก เบบี้ กล่าวกับ Independent

สิ่งหนึ่งที่คุณต้องเข้าใจก่อนคือ แอนเดอร์สัน ไม่ใช่นักมวยที่เก่งที่สุด แต่ความสามารถของเขาตอบโจทย์กับสิ่งที่ ฟิวรี่ ต้องการมากที่สุด โดยเฉพาะเรื่องของความเร็ว ที่สามารถโยกไปปล่อยหมัดใส่หน้า ฟิวรี่ ได้ทุกนาที พูดง่ายๆ ก็คือ แอนเดอร์สัน คือ ไวลเดอร์ ที่ย่อส่วนลงมานั่นเอง

“ผมเป็นนักมวยสไตล์ที่ลื่นเหมือนปลาไหล รวดเร็ว และต่อยกลับแบบเน้นที่ความคม ผมไม่ได้ตัวใหญ่ที่สุดหรือแข็งแกร่งที่สุดหรอก แต่ผมจะไปอยู่ข้างหน้าและปล่อยหมัดใส่หน้าของเขาได้ตลอดเวลา” แอนเดอร์สัน ขยายความต่อ

การได้ชกกับ แอนเดอร์สัน เป็นเวลานาน ก็เหมือนการขัดเกลาความสามารถของฟิวรี่ขึ้นทุกวัน เขาพยายามเอาความแข็งแกร่ง และพลังหมัดจากน้ำหนักตัวที่พยายามเพิ่มขึ้นมาเพื่อใช้ในการน็อคเอาต์ และเขาฝึกซ้อมกับ แอนเดอร์สัน จนทำให้ตัวเองมั่นใจว่า หมัดที่ฝึกมาให้หนักขึ้นจะสามารถไล่ ไวลเดอร์ ได้ทันการณ์นั่นเอง

ต่อยแบบมีแผน 

สิ่งที่ซ้อมมา และการเพิ่มน้ำหนักเพื่อเพิ่มพลังหมัด เป็นสิ่งที่ ฟิวรี่ ได้ใช้ทั้งหมดในการชกกับ ไวลเดอร์ ซึ่งหากใครได้ดูไฟต์ดังกล่าว สิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นคือ ฟิวรี่ พูดจริงที่บอกว่าเขาต้องการชนะน็อคเท่านั้น เพื่อกันปัญหาเรื่องการนับคะแนน เพราะ ฟิวรี่ เป็นฝ่ายเดินใส่ ไวลเดอร์ ตั้งแต่ยกแรก

7

สิ่งที่สุดยอดคือความเร็วของเขาในวันนั้น แม้ไม่ได้เร็วระดับเดียวกับตำนานอย่าง ไมค์ ไทสัน แต่มันเร็วในแบบที่เพียงพอต่อความต้องการของ ฟิวรี่ เพราะสิ่งที่ไม่ว่าใครก็เห็นตรงกันคือ ฟิวรี่มาไฟต์นี้ด้วยความมุ่งมั่นและแบบแผนที่ชัดเจนมาก ทั้งการเพิ่มน้ำหนักเพื่อมาเดินชนเดินแลก​ ไม่เล่นไม่รอจังหวะ ที่สำคัญคือเขามั่นใจในตัวเองสูงมากตามสไตล์คนบ้าบิ่น จนกระทั่งไล่อัดไล่ทุบจนไวลเดอร์ ถูกกรรมการนับไป 2 ครั้ง และแกว่งจนไปไม่ถูก

ไม่ต้องรอให้ครบยก ไม่ต้องรอให้โดนนับ 10 อีกต่อไป เพราะในยกที่ 7 มาร์ค บรีแลนด์ เทรนเนอร์ ของไวล์เดอร์  ที่เคยเป็นนักมวยชื่อดัง เห็นสภาพของลูกศิษย์ตัวเองแล้วก็พบว่าปล่อยไว้ก็ไม่มีประโยชน์ ไวลเดอร์ ไม่รอดแน่ จนสุดท้าย บรีแลนด์ ก็โยนผ้าขาว และส่งผลให้ ไทสัน ฟิวรี่ เป็นแชมป์โลกไปในท้ายที่สุด

8

การพ่ายแพ้ครั้งนี้แม้แต่ ไวลเดอร์ เองยังยอมรับว่า ไม่ใช่เพราะ ฟิวรี่ ที่เร็วกกว่าเขาจนเขาไม่สามารถต่อยโดน แต่ปัญหาจริงๆ คือตัวของ ไวลเดอร์ เองต่างหากที่เร็วไม่พอ จนโดน ฟิวรี่ ที่อัพเกรดความเร็วและความหนักหน่วงมาอย่างสมดุล ต่อยยับจนเสียทรงและต้านไม่ไหว แม้หลังจากไฟต์จบเขาจะอ้างว่าเป็นเพราะสวมคอสตูมหนักกว่า 40 ปอนด์ หรือราว 18 กิโลกรัม ก่อนขึ้นชก จนทำให้ขาล้าและฟุตเวิร์กไม่ดีเท่าเดิมก็ตาม

สิ่งหนึ่งที่ยืนยันถึงความเร็วที่เพิ่มขึ้นภายใต้น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน คือความเห็นจาก แฟรงค์ วอร์เรน โปรโมเตอร์ของ ฟิวรี่ ซึ่งบอกว่าสิ่งที่ ไวลเดอร์ จะเอาชนะ ฟิวรี่ ได้มีหนทางเดียว คือต้องไปเพิ่มความเร็วให้มากว่าที่มีเพื่อหนี ฟิวรี่ ให้ได้

“หนทางเดียวคือ ไวลเดอร์ ต้องไปเพิ่มความเร็ว เขาเป็นคนที่มีพลังอยู่แล้ว เรารู้ดีว่าเขาสามารถต่อยได้น่ากลัวขนาดไหน เขาต้องมุดเข้ามาอยู่ในวงในและหลบหลีกหมัดแย็บของ ฟิวรี่ ให้ได้ ซึ่งถ้าจะทำได้นั้นก็ต้องเร็วจริงๆ ทั้งเร็วทั้งคมเลยล่ะ” วอร์เรน กล่าว

9

สุดท้ายแล้วแม้มวยจะเป็นกีฬาที่ใช้กำลังห้ำหั่นกันเป็นหลัก แต่กลยุทธ์และการเตรียมตัวก่อนขึ้นชกก็คือสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน ฟิวรี่ รู้ว่าเขาต้องทำอะไรบ้างก่อนชกกับ ไวลเดอร์ … อยากต่อยหนักขึ้น เขาก็ไปเพิ่มน้ำหนักภายใต้การดูแลเกี่ยวกับร่างกาย อยากได้ความเร็วเพิ่มขึ้น เขาก็หาคู่ซ้อมที่รวดเร็วและฝึกหนักจนร่างกายจดจำความเร็วนั้นได้

หากไม่นับตรง DNA ของการเป็นมนุษย์ที่บ้าคลั่งชอบทำอะไรที่เหนือความคาดหมาย และร่างกายที่ได้เปรียบทั้งความใหญ่และช่วงที่ยาวกว่า เราสามารถบอกได้ว่ากลยุทธ์และการเตรียมตัวของ ฟิวรี่ คือเบื้องหลังการเป็นแชมป์โลกของเขาอย่างแท้จริง

รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง สุภาษิตนี้ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีก็ยังจริงเสมอ … ช่างคลาสสิกเสียจริงๆ